Wednesday, April 12, 2006

บันทึกสึนามิ(เธอ....ผู้รอดภัยแต่หัวใจสลาย)




"เธอ.....ผู้รอดภัยแต่หัวใจสลาย" ตอน1


เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว มีการจัดงาน survivors services โดยทางสำนักพระราชวังของพระราชินีอังกฤษและรัฐบาลอังกฤษได้จัดให้ผู้รอดพ้นจากภัยร้ายสึนามิมาเจอกันเพื่อระลึกถึงผู้ประสบภัยและผู้สูญเสียทุกคน ดิฉันอยากไปใจจะขาด แต่มีบัตรเชิญให้แค่ครอบครัวเดวิดและพ่อลิซซี่เท่านั้น จะมานั่งเปลี่ยนชื่อในการ์ดเชิญ ก็ออกจะยากอยู่แถมละอายใจที่จะไปขี้โกงชาวบ้านเขา เลยต้องรอให้พ่อลิซซี่กลับมาเล่าให้ฟัง

เขาเล่าให้ฟังว่า เป็นงานที่เศร้าสลดเป็นที่สุด ชาวอังกฤษน้อยคนนักที่อยู่ในที่เกิดเหตุแล้วจะรอดมาได้ครบทั้งครอบครัวอย่างเช่นกรณีของครอบครัวเดวิดเพื่อนสนิทของเรา ในงานนี้ พระราชินีอังกฤษเสด็จมาประทานกำลังใจให้ผู้สูญเสียทุกคนด้วย บรรยากาศนั้นแม้จะเศร้าแต่ก็เต็มไปด้วยกำลังใจอันแสนอบอุ่นของทุกคนที่ส่งผ่านให้กันและกันด้วยความเข้าใจในความเจ็บปวดของการสูญเสียด้วยกันทั้งสิ้น

ในจำนวนหลายๆ คนที่พ่อลิซซี่ได้พบปะและพูดคุยด้วยนั้น มีสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มีเรื่องราวของการสูญเสียที่น่าเศร้าสลดใจแทนเธอเป็นอย่างยิ่ง วันนี้จึงอยากบันทึกเรื่องของเธอไว้ในบ้านน้ำใจ และขออวยพรให้เธอคนนี้มีพลังใจต่อสู้กับความเจ็บปวดที่ผ่านมาอย่างเข้มแข็งต่อไป

จริงๆ ดิฉันได้รับทราบเรื่องราวของเธอคนนี้ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์มาก่อนที่จะได้ทราบว่าพ่อลิซซี่ได้เจอเธอในงานด้วย ช่วงนั้นหนังสือพิมพ์อังกฤษลงข่าวสึนามิทุกวี่ทุกวัน แต่มีข่าวหนึ่งซึ่งดิฉันสะดุดตากับภาพข่าวที่เป็นซากปรักหักพังในห้องพักที่โรงแรม โซฟิเทลเขาหลัก มันช่างคุ้นตาดิฉันเหลือเกิน

เพราะครั้งหนึ่ง ก่อนเกิดสึนามิได้ไม่นาน ครอบครัวเราได้ไปพักผ่อนที่โรงแรมนี้ มีสระว่ายน้ำซึ่งทางโรงแรมบอกว่าเป็นสระว่ายน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก (จริงหรือเปล่าไม่รู้) รู้แต่ว่าใหญ่จริงๆ ลิซซี่สนุกสนานกับการเล่นน้ำเป็นที่สุด ส่วนพวกเราพ่อแม่ก็ชอบห้องพักมากๆ เพราะตกแต่งเป็นไทยๆ ผสมแนวทางใต้เล็กน้อย ทำให้ดิฉันนึกถึงบ้านของปู่ของย่าที่พังงาและภูเก็ตเป็นยิ่งนัก

เมื่อเห็นภาพบนหน้าหนังสือพิมพ์ของห้องที่ถูกทำลายด้วยคลื่นยักษ์สึนามิ จนแทบไม่หลงเหลือความสวยงามอะไรไว้เลย ทำเอาดิฉันถึงกับใจหาย และรีบเปิดอ่านรายละเีอียดของข่าวทันที ข่าวนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับดิฉันไม่ใช่น้อยทีเดียว

และในวันนี้ เรื่องราวของเธอกำลังจะถูกบันทึกอยู่บนบลอกน้ำใจ.....

เธอ....เป็นแม่เดี่ยว(single mum)ที่ต้องเลี้ยงลูกคนเีดียวถึงสามคน

เธอ....เป็นสาวอังกฤษในวัยสามสิบกว่าย่างสี่สิบ

เธอ....ฝ่าฟันอุปสรรคมากับลูกชายทั้งสามตามลำพัง

จนกระทั่งเธอ....ได้พบรักใหม่กับหนุ่มอังกฤษในวัยใกล้เคียงกัน

เธอ....และเขาได้มอบหัวใจรักแท้ให้แก่กัน

ชีวิตเหมือนได้เริ่มต้นใหม่ เธอพาหัวใจรักของเธอทั้งสาม

คือ หนุ่มคนรัก ลูกชายคนรองและคนสุดท้อง

มาพักผ่อนที่เมืองไทยเพื่อฉลองคริสต์มาสปี2004

ส่วนลูกชายคนโตย่างวัยหนุ่มนั้นติดงานฉลองกับเพื่อนๆ จึงตัดสินใจไม่มาด้วย

ทั้งสี่คนเข้าพักที่โรงแรมโซฟิเทล เขาหลัก ก่อนวันคริสต์มาสเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

เธอเล่าว่า ในวันคริสต์มาสอีฟ(24ธันวา)ก่อนเกิดสึนามิสองวัน

ชายหนุ่มคนรักของเธอมอบของขวัญอันล้ำค่าให้แก่เธอ

ด้วยการคุกเข่าลงขอเธอแต่งงานในห้องพักของโรงแรมโซฟิเทล

เธอบอกว่าวินาทีนั้น มันเหมือนฝัน เพราะเธอไม่เคยคาดหวังการแต่งงาน

หรือการผูกมัด จากชายคนรักมาก่อนเลย เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่ได้เป็นสาวรุ่น

ที่เพียบพร้อมแต่อย่างไรแถมยังมีภาระเลี้ยงลูกชายทั้งสามอีกด้วย

เธอวาดหวังแค่ให้มีเขาอยู่เป็นกำลังใจ ในฐานะคนรัก เธอก็อิ่มเอมใจเป็นยิ่งนักแล้ว

ดังนั้นของขวัญวันคริสต์มาสของเธอในปีนี้จึงล้ำค่าหาอะไรเปรียบปานไม่ได้เลย

เธอรับปากแต่งงานกับเขาทันทีด้วยหัวใจที่ปรีด์เปรม คริสต์มาสอีฟปีนี้ช่างแสนสวยงาม

สำหรับหญิงสาวคนหนึ่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านเรื่องราวร้ายๆ ในชีวิตการเป็นแม่เดี่ยวมาเนิ่นนาน

นับจากนี้ไปเธอจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว เธอจะมีชายคนรักที่แสนดี เป็นเพื่อนร่วมทางชีวิต

คอยดูแล ปกป้อง เป็นกำลังใจ ให้ทั้งเธอและลูกๆทั้งสามด้วย

ชายหนุ่มและหญิงสาวจัดเตรียมของขวัญให้ลูกชายคนรองและคนสุดท้องของเธอ

ก่อนจะจูบลาหนุ่มน้อยทั้งสอง ให้นอนหลับฝันดี

พร้อมที่จะตื่นขึ้นมาเจอวันคริสต์มาสแสนสวย ซึ่งรอคอยอยู่ในวันรุ่งพรุ่งนี้

เช้าวันคริสต์มาสหลังจากหนุ่มน้อยทั้งสองตื่นขึ้นมาเปิดของขวัญของตัวเอง

และกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจกับของขวัญอันแสนถูกใจที่แม่และคนรักจัดให้แล้ว

หนุ่มน้อยทั้งสองก็ถามแม่ว่า แม่ได้อะไรเป็นของขวัญจากคุณลุง(ชายคนรักของแม่)

ก่อนที่แม่จะตอบอะไรออกไป ชายหนุ่มคนรักก็ขอแม่เป็นคนบอกเด็กๆ เอง

ด้วยการหยิบกล่องแหวนแต่งงานยื่นให้เด็กน้อยดู แล้วบอกว่า

"จากวันนี้ไป ฉันอยากให้เธอทุกคน เลิกเรียกฉันว่าลุง ขอให้พวกเธอเรียกฉันว่าพ่อ

ฉันรักแม่ของเธอมากและฉันสัญญาว่าจะดูแลพวกเธอกับแม่เป็นอย่างดี

ฉันจะไม่ทำให้พวกเธอทุกคนผิดหวัง และทั้งหมดนี้เป็นของขวัญของแม่เธอในวันคริสต์มาสนี้"

ทั้งสี่โผเข้ากอดกันกลม และฉลองวันคริสต์มาสกันอย่างมีความสุข

โดยไม่รู้เลยว่า วันพรุ่งนี้จะมีอะไรร้ายๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา

ขออนุญาตใส่ประโยคภาษาอังกฤษที่เธอคนนี้เล่าให้ฟังว่าชายหนุ่มบอกลูกๆเธอเกี่ยวกับของขวัญที่แม่ได้รับจากเขา มีอยู่สองสามประโยคที่ดิฉันแปลไปแล้วแต่ก็อยากจะใส่เป็นภาษาอังกฤษไว้ตรงนี้อีกที เพราะดิฉันว่ามันจับใจดีค่ะ

"From now on, you can call me Dad.I do love your mum so much.I promise to look after all of you and I wont let you down.


"เธอ.....ผู้รอดภัยแต่หัวใจสลาย" ตอน2

เช้าวันที่ 26 ธันวา วันมหาวิปโยค หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ทั้งสี่ยังคงสดใส รื่นเริงกับสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันคริสต์มาสเมื่อวานนี้ คู่รักทั้งสองอิงแอบแนบกายกันอยู่บนเตียงอันแสนอ่อนนุ่ม แสงแดดเมืองไทยยามเช้าแยงเข้าตา เมื่อ เจ้าตัวเล็กทั้งสองเปิดประตูห้องวิ่งเข้ามาจูบซ้ายจูบขวาคุณแม่เดี่ยว(ที่ไม่เดียวดายอีกต่อไปแล้ว)กับคุณพ่อ(คนใหม่) จากนั้นหนุ่มน้อยทั้งสองก็ขออนุญาตออกไปวิ่งเล่นตามใจตัว

คนพี่พกพาเกมบอยที่เพิ่งได้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสไปนั่งเล่นอยู่ขอบสระใกล้ห้องนอนของแม่ คนน้องขอไปเล่นในสโมสรเด็กชั้นใต้ดินของล๊อบบี้โรงแรม คู่รักทั้งสองมองเด็กน้อยเดินจากไปโดยที่ไม่รู้เลยว่านั่นจะเป็นภาพสุดท้ายที่แม่จะได้เห็นลูกน้อยทั้งสอง ครู่หนึ่งผ่านไปในขณะที่เธออยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มคนรัก เธอก็ได้ยินเสียงดังกึกก้องและยังไม่ทันจะได้รู้ว่ามันเป็นเสียงอะไร ร่างของเธอก็ถูกพลัดพรากออกจากอกของชายอันเป็นที่รักด้วยกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก มันคือคลื่นยักษ์สึนามินั่นเอง

หญิงสาวนั้นว่ายน้ำไม่เก่งนัก จึงช่วยเหลือตนเองไม่ค่อยได้ ส่วนชายหนุ่มนั้นเป็นครูสอนว่ายน้ำ และดำน้ำ เขาแข็งแรงพอที่จะแหวกว่ายน้ำที่ท่วมขังห้องพักจนเจอแฟนสาว เขาหาทางดันเธอไปที่ประตูทางออก ตามแสงสว่างที่ลอดเข้ามา แล้วพยายามผลักเธอออกไปให้พ้นประตูเพื่อให้หลุดไปด้านนอก เธอเล่าว่าเธอเองก็เป็นห่วงเขาไม่ใช่น้อย เพราะรู้ว่าเขาเองก็อ่อนแรงลงเพราะช่วยเธอ เธอทำท่าเหมือนจะไม่ออกไปให้พ้นห้อง จนเขาต้องทะลึ่งตัวขึ้นมาเหนือน้ำที่ท่วมเกือบถึงเพดานห้อง แล้วตะโกนบอกเธอเป็นคำสุดท้ายในชีวิตของเขาว่า "ออกไปที่รัก ฉันรักเธอ"

เธอเล่าว่าเธอไม่เคยลืมคำสุดท้ายที่เขาบอกกับเธอไว้และจะเก็บมันไว้กับหัวใจของเธอจนวันตาย ด้วยพลังความรักที่เขามีให้เธอ ทำให้เธอหลุึดออกมาข้างนอกได้ เธอว่าย วนจนไปเจอผู้คนที่อยู่ชั้นบนส่งผ้าปูที่นอนลงมาให้เธอยึดจับไว้แล้วพวกเขาก็ดึงเธอขึ้นไปอย่างปลอดภัย เธอยืนมองผืนน้ำรอบๆ ตัว ที่ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้อย่างน่าสะพรึงกลัว หัวใจเธอตอนนี้แทบจะฉีกขาดเป็นจุล เพราะห่วงลูกชายตัวน้อยทั้งสอง กับคนรักของเธอ

ขณะที่รอน้ำลดเธอได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้ลูกรักทั้งสองและคนรักของเธอเป็นอะไรไปเลย


"เธอ.....ผู้รอดภัยแต่หัวใจสลาย" ตอน3

เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้ว ทุกชีวิตที่เหลืออยู่ ออกวิ่งเพื่อค้นหาอีกหลายชีวิตอันเป็นที่รักของพวกเขา ความรู้สึกหวาดกลัวและความเป็นห่วงลูกๆ กับคนรักของเธอ วิ่งเข้ามาจับอยู่้ที่ขั้วหัวใจ จนลืมความเจ็บปวดจากบาดแผลทางร่างกาย ที่ได้รับจากมหันตภัยครั้งนี้เสียสนิท

สิ่งแรกที่เธอนึกถึงคือลูกน้อยทั้งสองของเธอ เธอวิ่งออกไปเพื่อค้นหาพวกเขา

แต่...เมื่อเธอผ่านห้องพักที่ขณะนี้พังพินาศไม่เหลือดีเลย หัวใจเธอวูบนึกถึงชายอันเป็นที่รัก เขายังอยู่ในนั้น เขา.....ผู้ซึ่งช่วยชีวิตของเธอไว้ด้วยพลังความรักอันบริสุทธิ์ เธอรีบวิ่งเข้าไปในห้องพัก ด้วยหวังว่าจะพบเขาปลอดภัยอยู่ในนั้น แต่สิ่งที่เธอพบกลับกลายเป็นร่างอันปราศจากลมหายใจของเขาเท่านั้น เธอโอบเขาไว้ในอ้อมกอดขณะตะโกนให้คนช่วยพาเขาไปส่งโรงพยาบาล แม้จะรู้ดีว่าเขาได้สิ้นใจแล้วก็ตาม.................

หลังจากมีคนมาช่วยนำเขาออกไปแล้ว เธอก็รีบวิ่งออกไปยังสระว่ายน้ำเพื่อตามหาลูกชายคนรองของเธอ สิ่งที่เธอเห็นอยู่ข้างหน้านั้นเหลือแต่ซากการถูกทำลายที่น่าสะพรึงกลัว เกินกว่าที่เธอคิดไว้มากมายนัก เธอกวาดสายตาค้นหาลูกชายแทบจะทุกตารางนิ้วของบริเวณนั้น แต่เธอก็ต้องผิดหวัง เธอหาลูกชายไม่เจอ หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ มันปวดร้าวและหวาดกลัว อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเธอมาก่อน ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ลูกทุกคนปลอดภัย................

หัวใจตอนนี้แสนอ่อนแอ หวาดกลัว แทบจะขาดใจตายลงไป แต่สัญชาตญาณของความเป็นแม่ทำให้เธอลุกขึ้นสู้ ด้วยการกระชากพลังใจทั้งหมดที่เหลืออยู่ออกมา เพื่อตามหาลูกชายคนสุดท้อง ที่เธอยังมีความหวังอยู่ว่าเขาอาจจะปลอดภัยอยู่ในสโมสรเด็ก

แต่เมื่อเธอวิ่งไปถึงที่นั่น เธอก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปข้างในได้ เพราะประตูทางเข้าถูกทับถมด้วยซากปรักหักพังของคอนกรีตที่ทลายลงมา

สองมือแม่.....หยิบเศษหิน เศษดิน เศษคอนกรีต ขว้างออกไปให้พ้นประตูทางเข้า

แม้ร่างกายเธออ่อนล้า แต่พลังใจในการค้นหานั้นมีเต็มเปี่ยม ด้วยหวังจะช่วยลูกน้อยให้ปลอดภัย เธอเหมือนคนบ้าที่ตะกรุยทางหาแสงสว่างในชีวิต รอบตัวเธอมีแต่ความโกลาหล หลายคนช่วยกันรื้อค้นเพื่อให้เจอทางเข้า เธอถูกบางคนที่มาช่วย ดึงตัวออกมาแล้วเขย่าตัวเธอให้ได้สติว่า แค่สองมืออันบอบบางของเธอนั้นไม่สามารถจะเปิดทางเข้าได้ และบอกให้เธอรู้ว่ามีเจ้าหน้าที่บางส่วนพร้อมเครื่องมือเข้ามาช่วยแล้ว

เธอถอยออกมายืนมองความช่วยเหลือ แต่ก็ตะโกนเร่งให้พวกเขาช่วยเด็กๆ ได้โดยไวขณะที่รอเปิดทางเข้าอยู่นั้น เธอภาวนาให้ลูกปลอดภัย

และจินตนาการว่า................ ป่านนี้เด็กๆ คงร้องกระจองงองแงกันอยู่ข้างใน เจ้าตัวน้อยทั้งหลายคงร้องหาแม่กันจ้าละหวั่น ด้วยความตกใจและหวาดกลัว ป่านนี้คงทุบประตูเรียก " ช่วยหนูด้วย ช่วยหนูด้วย" กันอยู่้

แต่นั่น....เป็นเพียงแค่ความฝันและจินตนาการของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่คนหนึ่ง ภาพความจริงที่เห็นข้างหน้านั้น มันช่างเป็นภาพที่โหดร้ายเสียเหลือเกิน ภาพเด็กน้อยทั้งหลายสิ้นลมหายใจ ถูกทับถมด้วยซากปรักหักพังในห้องของเล่นที่เธอเคยเห็นว่าเป็นสวรรค์ของเด็กๆนั้น ในเวลานี้มันได้มันกลายเป็นนรกอันโหดร้ายสำหรับเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา

เธอโอบกอดร่างอันไร้วิญญาณของลูกชายตัุวน้อยแล้วร้องไห้จนน้ำตาแทบจะกลายเป็นสายเลือด...................

หัวใจดวงหนึ่งของคนเป็นแม่...........แตกสลายมลายสิ้น

แล้วหัวใจอีกหลายๆดวง ของคนเป็นแม่อีกหลายๆ คนเล่า


"เธอ.....ผู้รอดภัยแต่หัวใจสลาย" ตอนจบ

จากวันนั้น....วันแห่งการทำร้ายทำลายหัวใจของหญิงสาวคนหนึ่งให้แหลกสลายมลายไปกับคลื่นยักษ์สึนามิ .........

เธอ ผู้สูญเสียชายอันเป็นที่รัก และลูกชายตัวน้อยสองคน นั่งอยู่บนดาดฟ้าของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เธอคิดที่จะฆ่าตัวตายอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะว่าเธอหาคุณค่าในการดำรงชีวิตต่อไป ไม่เจออีกแล้ว

เพื่อนชาวอังกฤษคนหนึ่งของเธอต้องมานั่งเฝ้าเธอไว้เพื่อไม่ให้เธอคิดทำร้ายตัวเอง เขาตัดสินใจติดต่อประสานงานไปทางครอบครัวของเธอที่อังกฤษและสถานฑูตให้นำพาหัวใจดวงสุดท้ายของเธอ มาหาเธอ ด้วยหวังว่าเธอจะยังพอมีพลังที่จะอยู่ต่อสู้กับโลกอันแสนโหดร้ายได้ต่อไป และก็เป็นดั่งที่ทุกคนคาดหวัง...................

น้ำตาที่รินไหลของแม่คนหนึ่ง ถูกซับไว้ด้วยหัวใจของลูกชายคนโต ทั้งสองเหลือกันอยู่เพียงแค่สองคนแล้วในตอนนี้

เธอ....ตระหนักได้ว่าคุณค่าสุดท้ายของชีวิตเธอที่เหลืออยู่คือ ลูกชายคนโตคนนี้ เธอจะต้องลุกขึ้นสู้ต่อไปเพื่ออนาคตของเขา เขาบอกเธอว่าเขาเข้าใจแม่เป็นที่สุด ว่าแม่เจ็บปวดแค่ไหน เพราะเขาก็เจ็บปวดและเสียใจไม่น้อยไปกว่าแม่เลยและถ้าหากแม่คิดสั้นจากเขาไปอีกคนหนึ่ง ชีวิตเขาจะเหลืออะไร เขาเชื่อว่าแม่คงเข้าใจในความเจ็บปวดของเขา ถ้าต้องเสียแม่ไปอีกคนหนึ่งเขาคงหัวใจสลายเหมือนดั่งที่แม่เป็นอยู่ตอนนี้ หรืออาจจะยิ่งกว่า...........

เวลาผ่านไปเกือบครึ่งปี ด้วยคำกล่าวที่ว่า วันเวลาจะรักษาใจนั้น ถ้าเอามาใช้กับเธอก็คงจะเปรียบวันเวลาที่ผ่านมานั้นเป็นได้แค่ยาที่หมดอายุไม่สามารถรักษาใจเธอให้กลับมาเหมือนเดิมได้ ทุกวันที่อยู่มีลมหายใจได้นั้น ก็ด้วยพลังสุดท้ายในชีวิต........ เพียงเพื่อลูกชายคนโต และสามัญสำนึกของมนุษย์ในการต่อสู้ชีวิต ไม่ขี้ขลาดหนีความทุกข์ด้วยการฆ่าตัวตาย

วันนี้เธอมีแรงออกมาบอกเล่านักข่าวกับเรื่องราวที่ผ่านมา

เธอมีแรงออกมาเจอผู้คนในงาน survivors survices

เมื่อพ่อลิซซี่กลับมาเล่าให้ดิฉันฟังว่าเจอเธอในงานด้วย ดิฉันก็ใคร่อยากจะรู้ว่าเธอเป็นอย่างไรบ้างด้วยความเป็นห่วงและเห็นใจอย่างสุดซึ้งพ่อลิซซี่บอกว่า เธอมีท่าทางที่ดููเหมือนจะเข้มแข็งขึ้น เธอทักทายเพื่อนร่วมชะตากรรมและทุกๆ คน ด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน แต่ดููเหมือนจะเข้มแข็งในที ทว่าในแววตาของเธอนั้น เขากลับบอกว่า เป็นแววตาของคนที่หัวใจสลายและยังไม่หายร้าวรานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อเธอรู้ว่าพ่อลิซซี่ผูกพันธ์กับประเทศไทย และมีลูกสาวที่ครึ่งหนึ่งเป็นคนไทย เธอจึงฝากบอกความรู้สึกบางอย่างถึงคนไทยว่า ในชีวิตนี้เธอจะไม่มีวันลืมคนไทยที่แสนดี ที่ทั้งช่วยให้กำลังใจและดูแลเธอในยามนั้นเธอจำได้ดีว่าเมื่อเธอออกวิ่งตามหาลูก เธอมีเพียงแค่ชุดชั้นในที่ขาดหวิ่น ตลอดทางที่เธอผ่านพบคนไทย ทุกคนนำเสื้อบ้าง กางเกงบ้่าง รองเท้าบ้าง เพื่อมาห่อหุ้มกายเธอไว้

เธอบอกถ้าใครได้ฟังอาจจะดููเหมือนว่าเป็นการช่วยเหลือที่แสนธรรมดา แต่สำหรับเธอนั้น ทุกสิ่งที่คนไทยได้ทำให้เธอ มันเป็นยิ่งกว่าการช่วยห่อหุ้มร่างกายเธอเอาไว้ สิ่งที่เธอได้รับมันยังช่วยห่อหุ้มใจเธอให้มีพลังในการตามหาลูกอีกด้วยเพราะแต่ละมือที่หยิบยื่นข้าวของให้นั้น มิได้ส่งผ่านมาให้เปล่าๆ แต่มีสัมผัสที่เธอสามารถรับรู้ด้วยใจว่า อบอุ่นและเห็นใจเธอเป็นยิ่งนัก เธอบอกว่ามันยากจะิอธิบายว่าอบอุ่นแค่ไหน แต่ขอให้เชื่อเธอว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เธอได้รับรู้น้ำใจคนไทยที่ยากจะลืมเลือนและแม้กระทั่งในข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์อังกฤษที่ดิฉันได้อ่าน เกี่ยวกับเธอผู้นี้นั้นในย่อหน้าสุดท้ายของข่าว เธอก็ได้ฝากขอบคุณคนไทยทุกคนด้วยความซาบซึ้งใจเป็นที่สุด

มาวันนี้.....เธอได้กลับไปเยือนชายหาดเขาหลักหน้าโรงแรมโซฟิเทลอีกครั้งหนึ่ง มือข้างหนึ่งของแม่เกาะกุมมือลูกชายคนโตไว้แน่นเหมือนกลัวจะหลุดลอยหนีเธอไปอีกคน

มืออีกข้างกำดอกกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ไว้สี่ดอกเธอวางดอกที่หนึ่งและสองลงบนชายหาดสำหรับลูกชายสุดที่รักทั้งสองคนระลึกและส่งพลังจิตถึงลูกๆ ว่าูแม่นี้รักและคิดถึงลูกสุดชีวิต

ดอกที่สามสำหรับชายหนุ่มที่มอบรักแท้ให้แก่เธอ และเธอจะเก็บมันไว้ตลอดกาลเธอกล่าวบอกรักและสัญญากับเขาในใจว่า จะไม่ท้อแท้คิดฆ่าตัวตายอีกต่อไป เธอตระหนักได้แล้วว่าชีวิตเธอมีค่ามากมายนัก เพราะว่าแลกมาด้วยชีวิตของเขาทั้งชีวิต เขายอมตายเพื่อให้เธอได้อยู่ แล้วเธอจะเลวแค่ไหนที่ทำลายความต้องการของเขา

และดอกสุดท้าย เธอวางไว้ให้เพื่อนร่วมชะตากรรมที่จากไปทุกคน

กุหลาบสีขาวบริสุทธิ์สี่ดอกวางเรียงกันอยู่บนชายหาด

กลีบและใบขยับไหวตามลมเหมือนกับว่าวิญญาณของทุกคน ที่เธอระลึกถึงเมื่อครู่จะรับทราบความในใจของเธอ

เธอหันหลังให้กับทะเลอันดามัน ก้าวเดินออกไปข้างหน้า

แม้หัวใจสลาย แต่ความรักและพลังใจของเธอไม่สลายตามไป

ขอพลังใจและความรักจงอยู่คู่กับทุกคนตลอดไป

ณฐยา






2 Comments:

Blogger nita said...

แสดงความเสียใจด้วยนะค่ะ กับความสูญเสีย เราก็สูญเสีนเพื่อที่รักมากหนึ่ง และอีกหนึ่งมีชีวิตอยู่แต่หัวใจสลายเช่นกัน เข้าใจความรู้สึกดีค่ะ

7:18 AM  
Blogger apinya said...

อ่านไปก็ร้องไห้ไปด้วยค่ะ สงสารทุกคนค่ะ จึงได้รู้ว่ามีคนหลายคนที่เจ็บปวดกับชีวิตมากกว่าเราหลายร้อยพันเท่า ทำให้ดิฉันมีตัวอย่างที่จะทำให้ดิฉันต้องต่อสู้กับชีวิตอย่างเข้มแข็ง ขอบคุณมากค่ะ

7:54 AM  

Post a Comment

<< Home